รู้หรือไม่? ธาตุอาหารจำเป็นสำหรับพืชที่อยู่ในปุ๋ยมีหน้าที่สำคัญอย่างไรบ้าง?
ถ้าพูดถึงแร่ธาตุที่อยู่ในดินที่เป็นอาหารที่สำคัญที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชแล้ว อาจนึกถึงแค่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) แต่จริงๆ แล้วยังมีธาตุอาหารอีกมากมายหลายชนิดที่อยู่ในดิน ซึ่งก็จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืชเช่นกัน ก็เปรียบเสมือนคนที่จะต้องรับสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ก็ยังคงต้องการวิตามินแร่ธาตุต่างๆ มาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายนั่นเอง
ธาตุอาหารพืชมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
ธาตุอาหารหลัก ประกอบไปด้วย
1.ไนโตรเจน (N) เป็นธาตุอาหารหลักที่ช่วยในการเจริญเติบโตของพืช ช่วยทำให้พืชใบเขียวตั้งตัวได้ เป็นส่วนหนึ่งของเซลล์พืช ช่วยในการสร้างโปรตีน สร้างคลอโรฟิลล์ ซึ่งคลอโรฟิลล์อยู่ในส่วนที่เป็นสีเขียวของพืชที่ทำหน้าที่สังเคราะห์แสง ช่วยให้พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างอาหารและสร้างพลังงานให้กับพืชอีกด้วย
2. ฟอสฟอรัส (P) เป็นธาตุอาหารหลักมีส่วนสำคัญที่ช่วยในการสังเคราะห์แสง ช่วยในการผลิตแป้งและน้ำตาล ช่วยในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานทางเคมีในพืช ช่วยผลิตอาหาร ช่วยในการเจริญเติบโต กระตุ้นการออกดอกและการเจริญเติบโตของรากได้เป็นอย่างดี
3. โพแทสเซียม (K) เป็นธาตุอาหารหลักที่มีอยู่ในดินชั้นล่าง จะถูกดูดซึมโดยรากพืช มีส่วนช่วยในการสร้างโปรตีน สร้างแป้ง สร้างน้ำตาล ในลำต้นและใบ ทำให้ผลหรือเมล็ดมีคุณภาพ เร่งการดูดซับ ลดโรคพืช และสร้างการสังเคราะห์ได้ดี
ธาตุอาหารรอง ประกอบด้วย 3 ธาตุ ดังต่อไปนี้
1. แคลเซียม (Ca) ช่วยในการแบ่งเซลล์ ผสมเกสร การงอกของเมล็ด มีส่วนสำคัญต่อโครงสร้างของเซลล์พืช ช่วยในการลำเลียงอาหาร ปรับสมดุลทั้งกรดและด่างของพืช
2. แมกนีเซียม (Mg) เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ช่วยในการสังเคราะห์กรดอะมิโน วิตามิน ไขมันและน้ำตาล ช่วยในการสังเคราะห์แสง นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช
3. กำมะถัน (S) เป็นองค์ประกอบของกรดอะมิโน วิตามินและโปรตีน ช่วยสร้างคลอโรฟิลล์ ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของราก และเมล็ดพืช ทำให้พืชแข็งแรง
ธาตุอาหารเสริม แบ่งออกเป็น 8 ธาตุดังต่อไปนี้
1. โบรอน (B) ช่วยในการสร้างสารอาหารและควบคุมสารอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาการเจริญเติบโตของเมล็ดพันธุ์ ในการออกดอก ผสมเกสร ช่วยในการติดผลและย้ายน้ำตาลมาสู่ผล
2. ทองแดง (Cu) ช่วยในการเจริญเติบโตของระบบสืบพันธุ์พืช ช่วยเผาผลาญอาหารของรากพืชและเป็นประโยชน์ต่อการใช้โปรตีนของพืช การสังเคราะห์คลอโรฟิลล์และกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์
3. คลอรีน (CI) ช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารสำหรับพืช มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับฮอร์โมนพืช
4. เหล็ก (Fe) จำเป็นต่อการสร้างคลอโรฟิลล์ ช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์และสังเคราะห์แสง
5. แมงกานีส (Mn) ช่วยในการทำงานของเอนไซม์ มีส่วนประกอบของคาร์บอนไดออกไซด์และการย่อยไนโตรเจน
6. โมลิบดีนัม (Mo) ช่วยในการดึงไนโตรเจนออกมาใช้งานและช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน
7. สังกะสี (Zn) ช่วยสังเคราะห์ฮอร์โมนออกซิน คลอโรฟิลล์และแป้ง ควบคุมการย่อยน้ำตาลของพืช เป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของเอนไซม์ที่มีส่วนในการควบคุมการเจริญเติบโตของพืช และจำเป็นต่อการเปลี่ยนสภาพของคาร์โบไฮเดรต
8. นิกเกิล (Ni) เป็นธาตุอาหารทำสำคัญต่อเอนไซม์ ทำหน้าที่ปลดปล่อยไนโตรเจนให้อยู่ในรูปที่จะนำไปใช้ได้ และยังช่วยในกระบวนการงอกของเมล็ดอีกด้วย
เพราะฉะนั้น แม้ว่าธาตุอาหารเหล่านี้จะมีอยู่ในดินอยู่แล้ว แต่ถ้าเราไม่เพิ่มเติมธาตุอาหารแต่ละชนิดลงไปในดิน หรือบำรุงเพิ่มเติมเข้าไป ก็อาจจะทำให้พืชที่เราปลูกขาดธาตุอาหารที่จำเป็นเหล่านี้ได้ และไม่ว่าจะเป็นธาตุอาหารในกลุ่มใดก็ตามล้วนแล้วก็มีความสำคัญ และจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชไม่น้อยไปกว่ากัน สำคัญต่อการดำรงชีพของพืชเท่าๆ กัน จะแตกต่างกันแต่เพียงปริมาณของแต่ละพืชที่ต้องการเท่านั้น
ดังนั้น จึงขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไปไม่ได้ หากขาดไปแล้วพืชอาจจะหยุดการเจริญเติบโต แห้งแคระแกร็น ไม่ให้ผลผลิตและตายไปในที่สุด ซึ่งสาเหตุที่จะทำให้ธาตุอาหารเหล่านี้หายไปจากดิน คือ เวลาเราปลูกพืช พืชก็จะดูดธาตุอาหารเหล่านี้ไปสะสมในส่วนต่างๆ เช่น ยอด ดอก ผล ลำต้น ใบ ฯลฯ พอถึงเวลาเก็บเกี่ยว ธาตุอาหารที่สะสมอยู่กับพืชก็จะถูกนำออกไปจากพื้นที่ด้วย หรือแม้กระทั่งธาตุอาหารที่ละลายน้ำได้ ก็จะถูกชะล้างออกไปด้วยในรูปแบบต่างๆ การเพาะปลูกพืชติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนานโดยไม่มีการเติมแร่ธาตุต่างๆลงไป ย่อมทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง ดินขาดแร่ธาตุ และในที่สุดก็จะไม่สามารถปลูกพืชได้เจริญเติบโตอีกต่อไป ฉะนั้นเราก็สามารถให้ปุ๋ยช่วยได้ เพื่อบำรุงดิน ช่วยเพิ่มธาตุอาหารของพืชและคงระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้อยู่เสมอ เพื่อช่วยให้พืชสามารถดูดธาตุอาหารได้โดยตรง และให้พืชฟื้นตัวจากการขาดธาตุอาหารได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย